มหาวิทยาลัยกับปัญหาในทัศนะมุมมองของนิสิต
โดย พระมหาสุรศักดิ์ สุรเมธี (ชะมารัมย์)
นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
.........................................
กล่าวนำ
ทุกที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน หมู่บ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันหรือ หน่วยงานอื่นๆทั้งที่เป็นของรัฐและของเอกชน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะคนถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อปัญหาต่างๆขึ้น ทั้งปัญหาในระดับปัจเจกชน เป็นปัญหาส่วนต่อของแต่ละคน ปัญหาในระดับสังคม เป็นปัญหาส่วนร่วมหรือเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่งๆ ปัญหาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาที่คนกระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโหดร้ายทารุณ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมจริยธรรม เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่มองข้ามความสำคัญ ปล่อยปะละเลยสิ่งดีงามที่บรรพบุรุษประพฤติปฏิบัติกันมาช้านาน ทั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัวของคนนั่นเอง ปัญหาต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากน้ำมือของคน ยิ่งคนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ปัญหาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น หรือบางทีปัญหาอาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณก็เป็นไปได้ เพราะคนจะแก่งแยงชิงดีกันในเรื่องปัจจัย 4 อันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของตนเองมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนก็จะก่อปัญหาในรูปแบบต่างๆขึ้น ตามที่ได้กล่าวแล้วนั้น
สำรวจสภาพปัญหาต่างๆภายในมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาที่ถือว่าเป็นสถาบันๆหนึ่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นนิสิต นักศึกษา คณาจารย์และพนักงานสายงานต่างๆตามมาโดยลำดับ จึงเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่มีปัญหาในรูปแบบต่างๆเกิดขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันอื่นๆ แม้ว่าปัญหาส่วนใหญ่จะมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันก็ตาม แต่ก็มีบางปัญหาที่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามแต่ละที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการตามแต่ละที่ว่าสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน หากแต่ละสถาบันมีระบบหรือมาตรการจัดการกับปัญหาที่ดี ปัญหาก็จะลดหลั่งลงตามมาหรืออาจไม่เกิดขึ้นอีกเลย แต่หากว่า ขาดระบบหรือมาตรการจัดการที่ดี ปัญหาก็จะมีอยู่เช่นเดิม ไม่ถูกแก้ หรือมิหน่ำซ้ำอาจจะเพิ่มขึ้นและรุนแรงกว่าเดิมอีกก็เป็นได้
ที่นี้ลองหันมามองดูปัญหาที่มหาวิทยาลัยของเราว่ามีปัญหาอะไรบ้าง จริงๆแล้ว ภายในมหาวิทยาลัยของเรานั้นมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่หลายอย่างมาก แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะบางปัญหาที่เป็นที่ปรากฏเด่นชัดเท่านั้น อาทิ ปัญหาการนุ่งเครื่องแบบของนิสิต นักศึกษา โดยเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษาสาว(บางคน) ที่มีลักษณะการแต่งตัวที่รัดรูปหรือใส่กระโปรงสั้นเกินไป จนอาจกล่าวได้ว่ายิ่งเรียนสูงและมีความรู้มากขึ้นเท่าไร กระโปรงที่ใส่ก็จะยิ่งสั้นตามชั้นปีและความรู้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งลักษณะการแต่งตัวในหมู่นิสิตนักศึกษาสาว(บางคน)เช่นนี้ เกิดขึ้นแทบทุกสถาบัน เพราะกระแสนิยมในเรื่องวัตถุ โดยเฉพาะในแง่แฟชั่นที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ทั้งจากฝั่งประเทศแทบตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส อเมริกา อังกฤษ อิตาลี เป็นต้น และประเทศแถบตะวันออกด้วยกัน เช่น จีน ญี่ปุ่น ไตหวั่น เกาหลี เป็นต้น ทำให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้รับเอากระแสความนิยมดังกล่าวนี้มาใช่โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนลืมมองดูว่ามันคู่ควรหรือขัดกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยเราหรือไม่ ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยเราแต่ไหนแต่ไรบอกไว้ว่า ผู้หญิงต้องเป็นกุลสตรีและรู้จักสงวนเนื้อสงวนตัว ไม่แต่งตัวหวือหวาจนเกินไป หากพิจารณาในแง่นี้ก็เท่ากับว่า การแต่งกายนุ่งเครื่องแบบของนิสิตนักศึกษาสาว(บางคน)นั้น ขัดกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยเรานั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยนั่นเอง
ประการต่อมา ปัญหาขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล อันถือได้ว่าเป็นมลภาวะที่หนักหนาสากันของมหาวิทยาลัยของเรา นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ขาดความรับผิดชอบ หรือมีความเห็นแก่ตัวทิ้งขยะเรี่ยราด โดยที่มีน้อยคนหนักที่จะมีจิตสำนึกรักสถาบันตนเอง อยากเห็นสถาบันตนเองสะอาด เป็นที่สถานที่รื่นรมย์ น่าอาศัยอยู่และน่าศึกษาเล่าเรียน ทั้งนี้เพราะความเห็นแก่ตัว และเห็นว่ามีพนักงานทำความสะอาดแล้วตนเองจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้ อยากจะทิ้งตรงไหนก็ทิ้ง อยากจะวางตรงไหนก็วาง ประเดี๋ยวพนักงานทำความสะอาดก็จะมาจัดการเก็บเอาไปเอง อะไรทำนองนี้ โดยที่ไม่รู้จักการจัดการภาระตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนเลย มัวคอยแต่จะปล่อยให้เป็นภาระของคนอื่น กล่าวง่ายๆ คือ หน้าที่ใครหน้าที่มันว่างั้นเถอะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วถามว่า ระหว่างนิสิตนักศึกษาที่มีจำนวนหลายหมื่นคน กับพนักงานที่มีจำนวนไม่กี่คน หากนิสิตนักศึกษาพากันทิ้งขยะเรี่ยราดไม่เป็นที่คนละหนึ่งชิ้น แล้วพนักงานที่มีอยู่ไม่กี่คนเช่นนี้จะรับภาระหน้าที่ไหวไหม? ซึ่งลำพังพวกเขาแต่ละคนต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบกันอยู่แล้ว เช่น กวาดใบไม้ ตัดตกแต่งกิ่งไม้ ถางหญ้าพรวนดินแปลงต้นไม้ หรือหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย แล้วให้มาตามเก็บขยะที่นิสิตนักศึกษาพากันทิ้งเรี่ยราดอีกก็คงเหน็ดเหนื่อยเอาการพอควร สู้เราพากันยิบทิ้งลงถังขยะเองไม่ดีกว่านิ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเขา
ในส่วนปัญหาเรื่องฝุ่นละอองก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ปัญหานี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีฝนตก กล่าวคือ ถนนแห้ง ไม่เปียกชื้นด้วยน้ำ ทำให้เกิดฝุ่นละอองขึ้น ยิ่งถ้าวันไหนที่มีลมพัดมาแรงๆ แล้วละก้อ วันนั้นฝุ่นละอองก็จะปลิวฟุ้งอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซึ่งก็จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของนิสิตนักศึกษา คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ พนักงานต่างๆ ได้ ปัญหานี้จำเป็นต้องหามาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในระยะยาวลงได้ ฯลฯ
แนวทางแก้ไขปัญหาหรือป้องกันปัญหา
ปัญหาทุกปัญหาล้วนเกิดขึ้นมาเพราะฝีมือของคน คนจึงถือได้ว่าเป็นบ่อเกิดของปัญหาต่างๆ ดังนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆนั้น จะต้องมาแก้ที่คน แต่การแก้ปัญหาที่คนถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ เพราะคนแต่ละคนมีอุปนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน มีคามปรารถนาไม่เหมือนกัน มีรสนิยมไม่เหมือนกัน และมีอะไรอีกหลายอย่างมากที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุผลนี้เอง การแก้ปัญหาจึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างมีขั้นตอนและทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และรอบคอบรัดกุมที่สุด จึงจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนได้
การแก้ปัญหาต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยตามที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ต้นนั้น มองโดยผิวเผินดูเป็นเรื่องง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไปไม่ถูกหรือทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องค่อยๆคิดหาวิธีการแก้ปัญหาไปอย่างเป็นระบบ อย่าด่วนใจร้อน ประเดี๋ยวจะเสียการเสียงาน ข้าพเจ้าคิดว่า การแก้ปัญหาให้ได้ผลดีที่สุดต้องแก้ที่เรื่องภายใน คือ เรื่องจิตใจ เพราะจิตใจถือได้ว่าเป็นกองบัญชาการใหญ่ที่คอยควบคุมการทำงานทุกภาคส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนพฤติกรรมที่แสดงออก ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นแสดงจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม ก็ล้วนออกมาจากคำบัญชาการของกองบัญชาการใหญ่คือ จิตใจทั้งสิ้น ดังนั้น หากว่าเราสามารถยึดจิตใจอันถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของกองทัพ เราก็จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนิสิตนักศึกษา ตลอดจนบุคลาการภายในมหาวิทยาลัยของเราได้ เมื่อปรับเปลี่ยนตรงจุดนี้ได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาต่างๆไปในตัวด้วย....
บทสรุป
มหาวิทยาลัย ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่เน้นความมีเอกภาพและความพัฒนาการทางด้านวิชาการที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรมอันดีงาม แก่มวลนิสิต นักศึกษา เพื่อปลูกฝั่งให้มวลนิสิต นักศึกษากล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ จนทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัย แต่ก็กลับมีปัญหานานัประการเกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยว่าได้ผลลัพธ์ตามเป้าประสงค์หรือไม่ เพราะแท้จริงนั้น การศึกษาจะต้องสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ กล่าวง่ายๆ คือ การศึกษาจะต้องไม่สร้างปัญหา เพราะเมื่อการศึกษายิ่งสร้างปัญหา ก็แสดงว่าไม่ใช่การศึกษาที่แท้จริง
ดังนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของเรามีนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากจิตใจของคนเรา เพราะจิตใจของคนเราเต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะการที่จิตใจของคนเราต้องประสบพบเจอกับสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นผลทำให้จิตใจของคนเราเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นตามมา
วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยของเรานั้น ข้าพเจ้าก็คิดว่า จะต้องไปแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา มิใช่แก้ที่ปลายเหตุของปัญหา ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วนั้นว่า ปัญหาต่างๆล้วนเกิดขึ้นมาจากจิตใจของคนเรา เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องแก้ที่เรื่องของจิตใจ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ มหาวิทยาลัยต้องมีการสอดแทรกกระบวนการแก้ปัญหาควบคู่ไปกับการให้การศึกษา โดยพยายามปลูกฝั่งจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีงามแก่มวลนิสิต นักศึกษาให้มากที่สุดและสม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อกระทำในส่วนนี้ได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการแก้ปัญหาทุกปัญหาได้โดยปริยาย ซึ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ จริงไหม?....
.......................................................